ทรัมป์ช่วยได้ไหม? ทำไมตลาดถึงตกลงทั้งๆ ที่มีการสนับสนุนจากประธานาธิบดีเกี่ยวกับคริปโต
ต้นปี 2025 การกลับมาของโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อนโยบายคริปโตและตลาดการเงิน
เมื่อทรัมป์ขึ้นสู่ตำแหน่งอีกครั้ง รัฐบาลประกาศจุดยืนสนับสนุนคริปโตอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแผนสำรองบิตคอยน์ระดับประเทศ หรือท่าทีที่อ่อนลงจาก SEC
แต่แทนที่ตลาดจะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลับเกิดความผันผวนหนักพร้อมกับกระแสเงินทุนไหลออกจากตลาด
ทำไมตลาดถึงร่วง ทั้งที่ได้รับข่าวสนับสนุน?
คำถามสำคัญคือ เหตุใดตลาดคริปโตจึงปรับตัวลง ทั้งที่หลายคนเชื่อว่าการบริหารภายใต้ทรัมป์จะเป็นผลบวก
ความผิดหวังจากความคาดหวังที่สูงเกินไป
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ตลาดได้สะท้อนความคาดหวังสูงสุดไปแล้วล่วงหน้า (Priced-in) เมื่อข่าวการซื้อบิตคอยน์จำนวนมหาศาลโดยรัฐบาล ไม่เกิดขึ้นจริง และมีเพียงคำพูด นักลงทุนจำนวนมากจึงเร่งขายทำกำไรทันที
สถานการณ์นี้คือบทเรียนคลาสสิก "ซื้อเมื่อมีข่าวลือ ขายเมื่อข่าวออกจริง" และเมื่อความหวังไม่เป็นจริง ก็กลายเป็นปัจจัยกระตุ้นการขายครั้งใหญ่
สถาบันการเงินใช้จังหวะนี้ทยอยออกจากตลาด
ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2025 กองทุนรายใหญ่เริ่มขายสัญญา BTC และ ETH Futures เพื่อล็อกกำไรจากจุดสูงสุดในปลายปี 2024 โดยมีแรงขายที่เพิ่มขึ้นชัดเจนในเดือนมีนาคม
ความผิดปกติคือเส้นราคา Futures ต่ำกว่าราคา Spot (Backwardation) ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันและการไหลออกของเงินทุน
เศรษฐกิจโลกตึงเครียดกดดันตลาดเพิ่ม
ในขณะเดียวกัน ทรัมป์เปิดฉากสงครามการค้าอีกครั้ง ด้วยการประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากเม็กซิโก 25% และจากแคนาดา 50% เริ่มเดือนมีนาคม ทำให้ความกังวลทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นทันที
ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐร่วง และดัชนี S&P 500 ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดหลังเลือกตั้ง ตลาดคริปโตซึ่งถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยง จึงเผชิญแรงกดดันสองทาง พร้อมกับข่าวการแฮกครั้งใหญ่จาก Bybit
นักวิเคราะห์ชี้ว่าปัจจัยมหภาคมีบทบาทหลักในการกดดันราคามากกว่าท่าทีสนับสนุนคริปโตจากทรัมป์เสียอีก
ผลกระทบชัดเจนต่อโปรเจกต์ Web 3.0
เงินทุนไหลออกครั้งใหญ่
ช่วงต้นมีนาคมมีการถอนเงินทุนออกจากกองทุนคริปโต ผลกระทบลามไปยัง ETF และโปรเจกต์ DeFi ต่างๆ นักลงทุนขาย US Spot Bitcoin ETF เป็นสถิติสูงสุดถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว
มูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมดหดตัวจาก 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม เหลือเพียง 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปลายเดือนกุมภาพันธ์
DeFi ถูกกระทบหนัก
มูลค่ารวม (TVL) ในระบบ DeFi ลดลงกว่า 45 พันล้านดอลลาร์จากจุดสูงสุดในเดือนธันวาคมที่ 138 พันล้านดอลลาร์ กลับมาสู่ระดับ 92.6 พันล้านดอลลาร์ภายในวันที่ 10 มีนาคม ซึ่งเทียบเท่าระดับก่อนการเลือกตั้ง
กองทุน Hedge Fund และนักเก็งกำไรสูญเสียหนัก
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดทำให้กลยุทธ์ Arbitrage ที่เคยใช้ไม่ได้ผล การเก็งกำไรระหว่างราคา Spot และ Futures ที่เคยทำกำไรได้ กลับกลายเป็นขาดทุนทันทีเมื่อ Futures ตกต่ำกว่าราคา Spot
ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงต้นมีนาคมเกิดความผิดปกติเมื่อบิตคอยน์ร่วงแรงกว่าบรรดา Altcoins ทำให้ความโดดเด่นของ BTC ในตลาดลดลงถึง 5% ภายในสัปดาห์เดียว ก่อนที่ Altcoins จะล้มตามและ BTC กลับมาครองส่วนแบ่งอีกครั้งที่ 61%
เงินทุนสำหรับสตาร์ทอัพ Web 3.0 หดหาย
เมื่อความผันผวนสูงขึ้น สถาบันและกองทุนเริ่มถอนเงินออก ส่งผลให้การลงทุน VC ที่ลดลงมาตั้งแต่ปี 2024 ยิ่งลดลงต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2025
ความไม่ชัดเจนด้านกฎระเบียบยังคงมีอยู่ แม้ SEC จะลดความเข้มงวด แต่กฎหมายควบคุม Stablecoin ที่คาดว่าจะออกในเดือนสิงหาคม ยังคงสร้างความกังวลสำหรับผู้พัฒนาโปรเจกต์ DeFi
Web 3.0 ควรปรับตัวอย่างไร
ผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ควรวางแผนสองระยะ คือ ระยะประคองตัว และระยะเติบโต
ในระยะประคองตัว โฟกัสหลักควรอยู่ที่การรักษาทรัพยากร ทีมงาน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ ไม่ควรเสี่ยงเกินจำเป็น และควรเน้นเป้าหมายระยะสั้นที่จับต้องได้ เช่น ปรับปรุง UX แก้ปัญหาเดิม และปล่อยฟีเจอร์ที่สัญญาไว้
เมื่อถึงช่วงฟื้นตัว โปรเจกต์ที่พร้อมที่สุดจะได้เปรียบ ควรมีแผนในการดึงสภาพคล่องกลับมา เช่น โปรแกรม Liquidity Mining หรือความร่วมมือกับกระเป๋าสตางค์ดิจิทัล
หากเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ควรเริ่มเตรียมความร่วมมือกับองค์กรใหญ่ที่มีแผนบูรณาการ Blockchain เมื่อกฎระเบียบเริ่มชัดเจนในปลายปีนี้
สตาร์ทอัพ Web 3.0 ต้องปรับวิธีคิดให้เหมือนบริษัท Web 2.0 คือต้องมีโมเดลธุรกิจชัดเจน คุณค่าที่จับต้องได้ และเส้นทางสู่ความสามารถทำกำไร
หากโปรเจกต์ของคุณไม่มี Product-Market Fit หรือแก้ปัญหาไม่ได้จริง อาจถึงเวลาพิจารณาการเปลี่ยนทิศทาง หรือควบรวมกับทีมอื่น ก่อนที่จะสายเกินไป
สรุป
การปรับฐานในตลาดคริปโตครั้งนี้ ไม่เหมือนเดิม เพราะมีแรงกระทบจากผู้เล่นสถาบันใหญ่ และโครงสร้างใหม่อย่าง ETF และกลยุทธ์ Arbitrage เข้ามามีบทบาท
บิตคอยน์ไม่ได้ตอบสนองแค่ความต้องการรายย่อยอีกต่อไป แต่ยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของรัฐบาลและกองทุนยักษ์ใหญ่ ซึ่งสร้างความผันผวนในรูปแบบใหม่
แต่ในระยะยาว อุตสาหกรรม Web 3.0 กำลังได้สิ่งสำคัญ นั่นคือการสนับสนุนทางการเมืองระดับสูงจากรัฐบาลสหรัฐฯ แม้จะเกิดจากแรงจูงใจที่ไม่ชัดเจนก็ตาม
เส้นทางข้างหน้ายังมีความท้าทาย แต่โปรเจกต์ที่ปรับตัวได้ จะเป็นผู้นำในรอบขาขึ้นครั้งต่อไปอย่างแน่นอน
เครดิต: https://dailyhodl.com/
โดย: Snowjor | 23/03/2025
กลับไปหน้าแรก